kanjanaree's profile@ nu_poo @PhotosBlogLists Tools Help

@ nu_poo @

September 22

แม้มองคนละมุม โลกก็ยังเป็นของเรา : 19 กันยา 49

แม้มองคนละมุม โลกก็ยังเป็นของเรา :19 กันยา 49
March 02

คนอย่างพี่ มีศักดิ์ศรี พี่ไม่ออก

....เมื่อไม่ได้ไป ขอไว้อาลัยด้วยบทกลอน...


ห้าร้อนหนาว ผ่าวผ่าน จนกร้านกล้า
แรงศรัทธา ประชาชน มากล้นหลาย
ออกทีวี ยิ่งบอกต่อ ใครต่อใคร
หวังอยากให้ คนต้องรู้ ว่ากูดี

จะไม่ดี ได้อย่างไร ใครก็เลือก
ขออย่าเสือก ถ้าไม่แน่ มึงต้องหนี
หากไม่หลีก ก็รีบย้อน คืนอกพี่
มาตรงนี้ แทบเท้าพี่ ไม่มีจน

 

พี่จะเล่า ให้ฟัง วันที่สาม
คอยติดตาม ใครจะด่า น้องอย่าสน
ขนกันมา แสดงพลัง ประชาชน
ให้มวลชน ทั่วแผ่นดิน ได้ยินดี

ที่พี่ทำ ก็ล้วนเพื่อ ประเทศชาติ
อย่างองอาจ แม้โดน หมิ่นศักดิ์ศรี
คนบางกลุ่ม มันอิจฉา มาหลายปี
จ้องโค่นพี่ เลยก่นด่า ว่าขี้โกง

 

อย่าไปเชื่อ นะน้องนะ พี่รักน้อง
พวกมันจ้อง ทำลายชาติ ทั้งโขยง
เลยใส่ร้าย ป้ายสี ให้พี่ลง
แต่ขี้ผง คนแค่นี้ พี่ไม่ระคาย

พี่ยังมี สิบเก้าล้าน ที่ยังรัก
ยังตระหนัก เชื่อว่าพี่ นี้ไม่ขาย
ชาตินะชาติ ไม่ใช่หุ้น ขายทำไม
ช่างน่าอาย กล้ากล่าวหา ว่าพี่ทำ

 

พี่ไม่ทำ ระยำทราม ดังมันว่า
พี่น้องจ๋า อย่าเชื่อมัน เรื่องขันขำ
พี่รักชาติ สู้เพื่อน้อง จะต้องจำ
พี่ขอย้ำ พี่ไม่ผิด โปรดติดตาม

วันที่สาม จะได้รู้ ทั้งประเทศ
ขอจงเมต ตาพี่ อย่าผลีผลาม
จะได้รู้ ใครแน่ ที่ต่ำทราม
จ้องจะทำ ลายมวลชน โดยกลลวง

 

อยากให้น้อง ลองได้ฟัง แล้วจะรู้
ว่าพี่สู้ เพื่อแผ่นดิน อย่างใหญ่หลวง
หุ้นที่มี ก็ยอมขายอย่างไม่ห่วง
ก็เพื่อปวง ชนเห็น ความโปร่งใส

ดูเอาเถิด ทำเพื่อชาติ ขนาดนี้
คนบัดสี ยังกล้าดี มาขับไล่
พูดมาได้ ว่าพี่ ต้องออกไป
พี่ไม่ไป พี่ไม่ออก บอกตรงๆ

 

คนอย่างพี่ มีศักดิ์ศรี พี่ไม่ออก
ตะโกนบอก อย่างไร ก็ไร้ผล
คนอย่างพี่ ไม่มีอาย ไม่ยอมลง
จะมั่นคง มุงาน เพื่อปวงชน

สิบเก้าล้าน ยังเฝ้ารอ ผู้นำทาง
ให้ทิ้งขว้าง ทำไม่ได้ ต้องเห็นผล
ทุ่มเงินไป มากมาย หว่านซื้อคน
ต้องแก้จน ให้ปวงญาติ ก่อนคืนอำนาจใคร

 

 

พ่อบอกว่าอย่ายุ่งเรื่องการเมือง เดี๋ยวมันก็วนมาเหมือนเดิม เป็นวัฏจักร ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก แต่พ่อว่าเรามันไม่ควรยุ่ง อืม... ถ้าเราไม่ยุ่ง ใครนะ ที่จะยุ่ง

@ ช่วงมีการชุมนุมขับไล่นายกในเดือนกุมภา พ่อเร่งเร้าให้กลับต่างจังหวัดทุกครั้ง ดังจะกลัวลูกไปร่วมขบวน แต่ก็จริงลูกอยากไป ไปดูจะได้รู้ ได้เห็น เป็นข้อมูลหนึ่งในชีวิต

แต่ก็เชื่อพ่อ พยายามนึกว่า...ชีวิตพ่อเคยขออะไรบ้าง

นึกไม่ออกเลย เพราะพ่อไม่เคยขออะไรเลย นอกจากเรื่องนี้ ...

แล้วจะยากตรงไหน ที่ละความอยากของตัว ให้พ่อ... จึงไม่ไป เพื่อพ่อ

 

@ พ่อว่าอีกไม่นานมันเหตุการณ์รูปแบบเดิมๆ จะกลับมาอีกพร้อมความสูญเสียของประชาชนและการได้มาของคนกลุ่มหนึ่ง ...

แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะพ่อ ...

พ่อว่า เราก็อย่าไปยุ่ง

นี่ประเทศเรา เราไม่ยุ่ง แล้วใครจะยุ่ง

พ่อว่า มีคนยุ่ง แต่ฉันไม่ควรไปยุ่ง

ยิ่งคุยกันยิ่งงง

แต่ก็เชื่อพ่อ... ทำให้พ่อสักครั้ง

เพราะบวชให้พ่อก็ไม่ได้ แต่งงานให้พ่อก็ยังทำไม่ได้เสียด้วย

เอาเป็นว่า... หนูไม่ไปร่วมขบวนการชุมนุม ให้พ่อก่อนแล้วกันนะ  อิ อิ

เมื่อคุณร่ำไร ไม่อยากจากลา

เมื่อคุณร่ำไร ไม่อยากจากลา
ทว่าหัวใจฉันกลับเริ่มชาชิน

1 มีนาคม 2549 เป็นวันครบรอบ 19 ปีของ Rock Pub
คืนนี้มีปาร์ตี้ใหญ่ ...
คุณโทรมา บอกว่าคิดถึง คิดถึง คิดถึงมากเหลือเกิน
เมื่อคุณต้องอยู่ที่นั่น โดยไม่มีฉันอีกแล้ว
คุณอยากละเมิดกติกา อยากให้ฉันไปอยู่ตรงนั้นในวินาทีนั้น
ฉันนิ่ง ... เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น ขอให้คุณดื่มอย่างมีความสุข
ฉันวางสายและส่งข้อความไป
ปีก่อน ฉันเกาะติดขอบเวทีให้กำลังใจคุณ พร้อมกับมาการิตาหวานบาดคอในร่างกาย
 แต่วันนี้ไม่อีกแล้ว ...
 
เวลาผ่านไปไม่นาน คุณส่งข้อความมา
กำลังต่อสู้กับแรงปรารถนา ...
กำลังฟังเพลง เพราะรัก...
และเพลงกำลังฆ่าคุณ
 
และส่งข้อความมาอีก
เป็นคืนที่ทรมานโคตรโคตร ...
 
ฉันส่งข้อความกลับไป
แสดงว่าคุณมีหัวใจแล้ว ...
 
คุณส่งข้อความกลับมา
แต่มันเป็นหัวใจที่เปราะบางเหลือเกิน ...
 
ฉันเลือกที่จะเงียบ และเปิดคลิปวีดีโอการชุมนุมเมื่อวันที่ 26-27 ที่ผ่านมาฟังแทนเพลง
เมื่อคุณอ่อนแรง ฉันจะแกร่งกล้า...
คุณกับฉันจะต้องทำผ่านพ้นอารมณ์แห่งความถลิลหาไปให้ได้
เมื่อค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไป พรุ่งนี้คุณกับฉันจะเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม
 
สามสี่วันที่ผ่านมา มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณอีก โดยมีเส้นแบ่งแห่งความสัมพันธ์ชัดเจน
ฉันกับคุณไม่ได้เป็นดังเดิมอีกแล้ว ...
คุณว่า ต่อจากนี้จะทำเพื่อเรา
เพราะรู้แล้วว่า ในห้วงเวลาที่ขาดกันมันทรมานเพียงใด
เหมือนใจคุณขาดออกเป็นริ้วๆ เมื่อฉันไม่รับสายคุณ
คุณกระหน่ำกดโทรศัพท์ถึงฉันอย่างไม่ที่เคยทำมาก่อน
คุณเพียรส่งข้อความจนฉันแปลแทบไม่ทัน
คนอย่างคุณผู้ไม่เคยง้อใคร ... กลับชาญชัยที่จะมาร่ำไรกับฉัน
 
ต้นเหตุแห่งการร่ำไรถึงฉันของคุณ
คุณนัดจะนำริสต์แบนด์ของญาติพี่น้องฉันมาให้
ฉันรอ และรอ คุณเกือบสองชั่วโมง แต่งานคุณก็เป็นเหมือนเดิม คือผูกพันจนต้องผิดเวลา
แล้ว 22 นาฬิกาเศษ ฉันไปรอที่หน้าเอ็มโพเรียม เพราะคุณมีสัมภาษณ์แถวนั้น
อารมณของฉันขุ่นมัวเรียบร้อย ... ฉันคิดต่างๆ นานา เต็มสมอง
ถ้าพบคุณฉันจะบอกว่า  นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่จะเจ็บปวดเพราะคุณกับการรอ เมื่อรถข่าวคุณแวะมาจอดริมถนนหน้าเอ็มโพเรียม คุณลดกระจกลงมา ส่งของให้ ฉันพูดอะไรไม่ออก นอกจากคำว่า "ขอบคุณค่ะ" แล้วก็หันหลังให้คุณเดินจากมา ส่วนรถคุณก็คงทำหน้าที่วิ่งต่อไปข้างหน้าสวนทางกับเส้นชีวิตฉัน
ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ฉันตัดสินใจส่งข้อณความถึงคุณว่า ครั้งนี้คือสุดท้ายที่ฉันจะยอมเจ็บปวดเพื่อคุณ
คุณโทรกลับมาทันที ... แต่ฉันเลือกไม่รับสาย
คุณโทร โทร โทร โทร แล้วก็โทร จนฉันไม่อยากเชื่อว่าเป็นคุณจริงๆ ใช่มั้ยที่กดถึงฉัน
เพราะคุณไม่เคยทำเช่นนี้
 
แล้วคุณก็โทร โทร สลับกับส่งข้อความมาเป็นระยะ
คุณว่า คุณจะทำอะไรเพื่อฉันได้บ้าง ได้โปรดบอกมา คุณจะทำเพื่อฉัน
คุณว่า ได้โปรดโทรกลับคุณด้วย คุณจะรอฉันทั้งคืน
คุณว่า คืนนี้ฉันสวยและน่ารักมาก
คุณว่า ได้โปรด ได้โปรด ได้โปรด โทรกลับหาคุณ
คุณว่า ไม่ตั้งใจจะทำให้ฉันเจ็บปวด คุณยังรักฉันอยู่เสมอ
 
ฉันส่งข้อความกลับไป
ฉันกำลังอ่านจดหมาย...
 
ฉันอ่านจดหมายเก่า ที่วันนี้คุณถือมาคืนตามที่ฉันร้องขอ ... ฉันอยากเก็บมันไว้ เป็นหนึ่ง
ช่วงแห่งความรู้สึกซึ่งฉันได้ถ่ายทอดมันลงไปด้วยหัวใจและลายมือ
คุณให้มาไม่ครบ... ขาดไปสองฉบับ
แต่เพียงเท่านั้น... ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่า เรื่องราวของฉันกับคุณ
มันช่างมากมายในความสัมพันธ์ ผูกพัน เสมือนได้เอาดวงใจเกี่ยวกันไว้ เป็นเงื่อนเป็น
ยึ่งดึงก็ยิ่งรัดแน่น เหมือนจะไม่มีทางหลุดพ้น แต่หากผ่อนปรน ค่อยบรรจง ใช้สมาธิ หัวใจ สติ อย่างทนุถนอม เงื่อนปมที่มีมัน ก็สามารถจะคลี่คลายได้ในไม่ช้า
 
ฉันตัดสินใจโทรหาคุณ ... หลังจากไตร่ตรองแล้ว ว่าควรจะคลายปมด้วยสันติวิธี
เพราะตอนนี้คุณและฉันต่างกำลังดึงมัน ด้วยแรงแห่งสองวิถีทาง
ฉันดึงเพราะอยากลาจาก ไม่อยากเจ็บปวดเพราะคุณอีกต่อไป
คุณดึงเพราะอยากหวนคืน ไม่อยากเจ็บปวดเพราะฉันจากไปอีก
 
ฉันอนุญาตให้คุณมาพบ ...
แล้วนั่นก็เป็นครั้งแรกที่คุณพรั่งพรูคำพูดมากมายในกระบวนการความสัมพันธ์ ที่มันฉุด
รั้งไม่สามารถทำให้คุณยอมรับการจากลาของฉันได้
คุณเล่าถึงความรู้สึกสุขใจในขณะที่มีฉันยืนอยู่เคียงข้าง
คุณเล่าถึงความอ้างว้างและทรมานหัวใจเมื่อฉันจากมา
คุณเล่าถึงนาทีที่เปิดเพลง แล้วขมขื่นกับชีวิตตัวเอง แต่ต้องพูดให้กำลังใจผู้อื่นประหนึ่ง
เป็นผู้เชี่ยวชาญชีวิตและความรัก ทั้งที่ความจริงมันลาจากไปแล้ว
คุณเล่าถึงนาทีที่ผู้คนถามไถ่ถึงฉัน เมื่อไม่เห็นฉันอยู่ข้างกายคุณอีกต่อไป
คุณเล่าถึงนาทีที่ผู้คนถามไถ่ ถึงความเศร้าหมองบนใบหน้า แล้วต้องแสร้งว่าเป็นเพราะ
งานหนัก พักผ่อนน้อย ทั้งที่คุณอยากตะโกนว่า คุณเศร้าที่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินจากไปชีวิตเพราะความไม่เอาไหนของคุณ
คุณเล่าถึงนาที ที่เห็นฉันรับของแล้วหันหลังเดินจากไปที่หน้าเอ็มโพเรียม ว่าหัวใจคุณ
หล่นหายไปเสียแล้ว คุณไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร คุณไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรอีกแล้ว เมื่อฉันได้ยื่นคำลาไม่กล้าลงไปพบฉัน ไม่กล้าชวนฉันขึ้นรถ คำลาของฉันขั้นกลางทุกสิ่ง และยิ่งเมื่อบุคคลในรถถามว่าฉันเป็นใครแล้วคุณก็ตอบว่า "เพื่อน" นาทีนั้นคุณรู้ซึ้งแล้วฉันจากคุณไปแล้วจริงๆ
คุณเล่าถึงนาทีที่การพูดคุยหลังจากการเลิกรา มันทรมานหัวใจสิ้นดี เมื่อคำพูดและ
สำเนียงของฉันแตกต่างไป ไม่มีคำห่วงใยเหมือนวันเก่า
คุณเล่าถึงนาทีที่ฉันไม่รับโทรศัพท์คุณ ว่ามันทรมานเพียงใดกับการรอคอยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไร
จะมาถึง
และคุณก็เล่าอะไรอีกมากมาย ที่สื่อความว่า ไม่อยากให้ฉันจากไป
และคุณเล่าว่า ขอบคุณที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เพราะทำให้คุณรู้ว่า ชีวิตคุณมีความหมายเพียงใดเมื่อมีฉันอยู่เคียงข้าง และจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ฉันจากคุณไป
 
ฉันรับฟังคำพรรณาจากปากคุณ ถึงความรัก ความห่วงหาอาทร เยื่อใยมากมายที่มีต่อฉัน
มันช่างดูอ่อนหวานและควรจะบาดซึ้งไปถึงขั้วหัวใจ
คุณพูดว่ารักฉัน จนไม่สามารถนับถ้วนจำนวนคำ
แปลกนัก ... ที่ฉันรู้สึกเฉยๆ คงเพราะรอมันมานาน นานแล้ว นานจนฉันจำไม่ได้แล้ว ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรเมื่อคุณบอกรักและจะทำเพื่อฉันได้หนักแน่นถึงเพียงนี้ หนักแน่นที่สุดเท่าที่ฉันเคยสัมผัสมา
 
ฉันก็บอกคุณตรงๆ ว่าฉันไม่เชื่อ ฉันรอมานานจนชินเสียแล้ว
ฉันไม่ตื่นเต้น หัวใจไม่วูบไหว ... แต่ฉันยังคงรู้สึกดี และรักคุณอยู่ ณ นาทีนี้
ฉันพูดตรง ... นาทีนี้ยังรักคุณ แต่ไม่รู้ว่ามันจะอีกยาวนานเท่าไร
ฉันพูดตรง ... ดีใจที่คุณรัก และไม่อยากให้ฉันจากไป แต่ฉันไม่รู้ว่า เมื่อคุณกลับมาฉันจะ
ยังยืนอยู่ตรงนี้อีกหรือเปล่า
ฉันรู้จักตัวเองดี ... ว่าฉันคงรักคุณได้อีกไม่นาน เพราะฉันจะรักตัวเองมากขึ้นทุกวันๆ
ทบทวี
 
คุณว่า ฉันไม่ต้องเชื่อคุณ
ต่อจากนี้ คุณขอใช้การกระทำพิสูจน์เอง ฉันไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว ขอแค่ฉันอยู่เฉยๆ
แล้วคุณจะทำเพื่อฉันเอง คุณจะเคารพในกติกาการเลิกราของฉัน
และสุดท้ายคุณจะเคารพในการตัดสินใจของฉัน เมื่อถึงวันนั้น
 
แปลกดี... ความสัมพันธ์ของฉันกับคุณ
เป็นเสมือนบ่วงดวงใจ ที่ร้อยรัดดังเงื่อนเป็นจริงๆ ยิ่งดึงยิ่งแน่นหนา ไม่มีช่องว่างให้หายใจ
 
เจ็บปวด ทรมานกับรอยเชือกที่บาดรัดผิวกาย ทว่าเมื่อคลายการรัด ก็ไม่ต้องทรมานพราะแรงเสียดทานที่บาดลึกอีก มีนาทีให้หายใจได้
โล่งปอด ดวงใจไม่ต้องเจ็บปวด
 
ฉันกับคุณได้คลายบ่วงดวงใจออกแล้วในระดับหนึ่ง ต่อจากนี้คงอยู่ที่ เราจะนำพามันไปเกี่ยวร้อยพันกันอีกหรือไม่ และในระดับใด
หากยิ่งดึงก็ยิ่งแน่น และก็ต่างยิ่งเจ็บอยู่เคียงคู่กัน
หากยิ่งคลายออกมาก ดวงใจก็ต่างต้องหลุดลอยแยกจากไปตามทางใครทางมัน
 
ฉัน กับ คุณ เวลา และประสบการณ์จะให้คำตอบได้เองในวันหนึ่ง
February 28

ฟรีทีวีไม่ทำเพื่อประชาชน

ฟรีทีวีไม่ทำเพื่อประชาชน

แต่บอกรักด้วยการ

ไม่ให้เครียดกับข่าวม๊อบ

 

                ค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ดิฉันตกอยู่ในภาวะขมขื่น เพราะ ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของบรรยากาศการร่วมชุมนุมของประชาชนกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บริเวณท้องสนามหลวง ตอน "เอาประเทศไทยคืนมา" อยู่ที่บ้านทั้งวัน

บ้านดิฉันมีทีวีเครื่องเดียว ต้องเปิดกลับไปกลับมา พยายามติดตามข่าวจากทีวีเป็นระยะ แต่ไม่ค่อยได้ทราบเรื่องราวอะไรมากนัก กระทั่งต้องเปิดอินเตอร์เน็ต เพื่อดูข่าวการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ผ่าน เนชั่นชาแนล และ ASTV ของเครือผู้จัดการ โดยสลับช่องไปมา พร้อมกับดูฟรีทีวีไปด้วย

เมื่อเข้าสู่ช่วงสองทุ่มเศษ ในขณะที่บริเวณท้องสนามหลวง เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้รถปั่นไฟให้กับการชุมนุม เกิดไฟไหม้ที่บริเวณตรงเครื่องปั่นไฟ

นับว่าดิฉันมีบุญมากที่เดียวได้ชมข่าวนี้จาก ไอทีวี และ โมเดิร์นไนน์  ในระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม และหลังจากนั้นทุกช่องของฟรีทีวี ก็กลับคืนสู่รายการปกติ บิ๊กบราเธอร์ ละคร และอีกหลายรายการที่สนุกสนาน

 

ฟรีทีวีทุกช่องใจดีมากที่ไม่ยอมให้ประชาชน ชาวบ้าน ได้เห็นภาพเครียดๆ ของการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง และอีกหลายๆ แห่งตามจังหวัดต่างๆ แต่บำรุงบำเรอประชาชนด้วยความบันเทิงเริงรมย์ จากรายการ ละคร ที่ดูแล้วรื่นเริง บันเทิงใจ ประชาชนจะได้นอนหลับฝันดี ไม่ใช่ดูภาพการชุมนุมแล้วนำไปฝันร้าย สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีในประเทศไทยช่างมีใจกุศลกับประชาชนยิ่งนัก

 

แต่น่าเสียดาย ที่ดิฉันสามารถเปิดอินเตอร์เน็ตชม เนชั่น แชนเนล และ ASTV จึงพอได้รู้ข่าวสารที่ฟรีทีวีไม่อยากให้ดูบ้างว่า ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น สาเหตุเกิดจากอะไร มีความเคลื่อนไหวไปถึงไหนแล้ว เนชั่น แชนเนล ก็นำเสนอข่าวอยู่ตลอด ชนิดที่ไม่ยอมเป็นห่วงประชาชนที่มี เนชั่น แชนเนลในครอบครอง จะหวาดผวาหรือนอนฝันร้ายบ้างเลย ที่ได้เห็นภาพเหตุการณ์พี่น้องร่วมชาตินับแสนคนไปนอนกลางดินกินกลางทราย เพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้รักษาการนายกรัฐมนตรีลาออก

 

    บ้านพ่อแม่ดิฉันอยู่ต่างจังหวัด ไม่มี เคเบิ้ลทีวี ไม่มีเนชั่นทีวี ไม่มีอินเตอร์เน็ตบรอดแบรนด์ มีแต่ฟรีทีวี ทุกคนที่บ้านจึงดูละคร วาไรตี้ เกมโชว์ อย่างเพลิดเพลิน เจริญใจ ไม่ต้องเสียอารมณ์ไปรับรู้ข่าวสารที่สำคัญต่อประเทศชาติบ้านเมืองให้เท่าทันสถานการณ์

 

    ดังนั้นในค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 ทุกคนที่บ้านพ่อแม่ดิฉันโชคดีจริงๆ เพราะพวกเขา

 

ไม่รู้เลยว่า เวลา สองทุ่มเศษๆ ที่สนามหลวง สถานที่ซึ่งมีผู้คนนับแสนไปรวมตัวอยู่ที่นั่น เกิดเหตุการณ์รถปั่นไฟไหม้ นักข่าวไอทีวีถูกประชาชนล้อมกรอบจนต้องออกจากพื้นที่ เพราะความเข้าใจผิดเรื่องการรายงานข่าวตัวเลขจำนวนของผู้มาชุมนุม เพราะที่บ้านดิฉัน เปิดช่อง 7 ดูละคร “แคนลำโขง”

 

ไม่รู้เลยว่า ที่สนามหลวง มีประชาชนไปรวมตัวมากมายเท่าไหร่ เพราะไม่เห็นมีฟรีทีวีช่องไหน รายงานให้ฟัง

               

ไม่รู้เลยว่า บนเวทีแกนนำการชุมนุม ได้พูดหรือกล่าวเรื่องใดบ้าง ที่เกี่ยวข้องกับ ประชาชน หรือประเทศชาติ

              

ไม่รู้เลยว่า ที่สนามหลวงใครพูดถึงรักษาการนายกรัฐมนตรี เรื่องใดบ้าง

               

ไม่รู้เลยว่า มีเสียงตะโกนก้องสนามหลวงว่า “ทักษิณ ออกไป” จากเส้นเสียงของประชาชนร่วมแสนตลอดค่ำคืน

              

ไม่มีโอกาสได้ดู  การแสดงงิ้วล้อการเมือง ซึ่งเรียกว่าเป็น "งิ้วมรดกทางประชาธิปไตย"  เรื่อง "เปาบุ้นจิ้นผจญคนหน้าเหลี่ยม"

               

โชคดีของทุกคนที่บ้านดิฉันจริงๆ ที่ไม่ต้องรับรู้เรื่องราวเครียดๆ เหล่านี้ ... ทุกคนเลยนอนหลับฝันดี ซึ่งวันต่อๆ ไปก็คงเป็นดังเดิม เพราะฟรีทีวีเมืองไทย ไม่ต้องการให้ประชาชนเครียดเรื่องการเมือง ก็แค่ทำงานหาเช้ากินค่ำไปวันๆ ก็เหน็ดเหนื่อยพอแล้ว 

 

แต่เป็นโชคไม่ดีของดิฉัน เพราะแม้จะไม่ติดเคเบิ้ลทีวี แต่ก็มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ทำให้ดิฉันเท่าทันสถานการณ์ไปหมด เนชั่น ชาแนล ตัดเข้าเหตุการณ์สดและรายงานที่มาที่ไปของสถานการณ์ให้รับรู้ตลอด ส่งผลให้ดิฉันเครียดมากเพราะได้ดูข่าวการชุมนุมจากเนชั่น แชนเนล  และ ASTV  พร้อมๆ กับดูข่าวจากฟรีทีวีให้ดู

 

เครียดมาก เครียด เพราะฟรีทีวี 6 ช่อง ทำให้หูตาของดิฉันพร่ามัว มองแทบไม่เห็นเส้นทางสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

เกิดคำถามขึ้นเต็มหัว ทำไมท่ามกลางสถานการณ์การเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ครั้งใหญ่ที่สุดในสมัยรัฐบาลทักษิณ  สื่อสารมวลชนของฟรีทีวีเมืองไทย จึงทำ

หน้าที่เพื่อประชาชนได้เบาหวิวและบอบบางราวปุยนุ่น

 

แม้ว่า หลายช่องพยายามเสนอข่าวการชุมนุม โดยเฉพาะไอทีวี ที่อยากให้เครดิตว่ายังไงก็เป็นช่องหนึ่งที่นำเสนอข่าวเป็นระยะๆ ทุกต้นชั่วโมง แม้ว่าจะเป็นวันอาทิตย์ที่หลายช่องพยายามนำเสนอรายการปกติให้มากที่สุด โดยไม่สนใจรายงานให้ประชาชนรับรู้ถึงการชุมนุมที่มีความสำคัญต่อความเป็นไปของการเมืองไทย

ค่อยๆ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังดูทีวีเมื่อ 14 ปีก่อน ช่วงเดือนพฤษภาคม มากขึ้นไปทุกๆ วัน เมื่อดูฟรีทีวี ควบไปกับ เนชั่น แชนเนล แล้ว ยิ่งสลดใจที่ไม่สามารถพึ่งพา ฟรีทีวีได้ในเรื่องการรายงานข่าวตามหน้าที่ของสื่อมวลชน ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่า ฟรีทีวีทุกช่องทำข่าวดังกล่าว เหมือนแค่ทำไปเพื่อให้มีปริมาณไม่ให้ถูกครหาว่าหลีกเลี่ยงการทำข่าวผู้ชุมนุม แต่เรื่องคุณภาพข่าว นั้นไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว

 

ข่าวที่ออกมา จึงเป็นแค่เพียงข่าวที่มีเนื้อหากลวง เบาหวิว จนแทบแตะต้องไม่ได้ ข่าวออกมาสั้น กระชับ และใจความไม่ครบถ้วน ละเลยแง่มุมที่ควรนำเสนอ เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญก็เสนอแบบสั้นไม่มีการติดตามเพื่อนำรายงานให้ทราบอย่างต่อเนื่อง

 

ทำให้ดิฉันคิดถึงพ่อแม่ ญาติ พี่น้อง ของคนที่ไปร่วมชุมนุม อยากจะติดตามข่าวว่า ลูก หลาน ญาติมิตร ที่ไปร่วมชุมนุมอยู่ดีหรือไม่อย่างไร แต่ไม่มีช่องทางในการรับชม เนชั่น แชนเนล หรือ ASTV คงต้องนั่งลุ้นกันตัวโก่ง ว่าเมื่อไหร่จะมีข่าวออกในฟรีทีวีช่องต่างๆ  และที่สำคัญ เมื่อข่าวออกแล้ว เนื้อหานั้นจะครบถ้วนรอบด้านหรือไม่ 

 

และความขมขื่นของดิฉันเกิดขึ้นจาก การสามารถดู เนชั่น แชนเนล กับ ASTV ได้ เพราะถ้าดิฉันดูทีวี ได้แค่ 6 ช่อง ของฟรีทีวี คงไม่ต้องเจ็บปวดขมขื่นกับการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนที่ไม่สนใจประชาชน ไม่ต้องเครียดกับการถูกปิดหูปิดตา ให้พร่าเบลอ 

 

ดิฉันจะมีความสุขดี และไม่เครียด เพราะว่า ... สมองของดิฉันจะได้บันทึกแต่เรื่องราวของละคร วาไรตี้ เกมโชว์ และอีกมากมายของความบันเทิง รวมทั้งอมยิ้มไปกับข่าวการชุมนุมให้กำลังใจรักษาการนายก ของพี่น้องชาวเชียงใหม่กว่า 50,000 คน ตามที่ ช่อง 11 ได้เสนอข่าวในช่วงดึก

 

และคงไม่มีโอกาสได้ยิน คำว่า “ทักษิณ ออกไป” จากพลังเสียงอันกึกก้อง

จากประชาชนนับแสนคน

 

นี่คือความขมขื่น ที่ดิฉันได้พบ เมื่อฟรีทีวี ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนไทยอีกต่อไป

 

February 21

หากฉันเผลอไผล คุณต้องเข้มแข็ง หากคุณอ่อนแรง ฉันจะแกร่งกล้า

วันที่ดีหนึ่งวันกับงานและเพื่อนรัก
 
 
ตื่นเช้าตรู่แต่หลังยังน้องนิ่ม ซึ่งมากินนอนด้วย เป็นเพื่อนจะได้เคี่ยวเข็ญไปออฟฟิศแต่เช้า ให้ทันนัดสัมภาษณ์
 
09.00 น. ถึงออฟฟิศ ยังไม่สายไป
เกือบๆ 10 โมง พี่ชายตุ้ย นำทีม "ห้องข่าวสีขาว" ช่อง 11 มาถึงออฟฟิศฉันโดยสวัสดิภาพ
 
วันนี้ฉันมีนัดให้สัมภาษณ์ กับห้องข่าวสีขาว ที่มาทำสกู๊ป เรื่องเว็บไซด์ tv4kids.org
นักข่าวเป็นรุ่นน้องสาวสวยที่คนคุ้นตากันดี เธอยังอยู่ช่อง 11 เหมือนเดิม แต่ย้ายสายมาทำข่าวเกี่ยวกับเด็กๆ จึงไม่มีปัญหาอะไรเรื่องเจรจากัน เหมือนกับ พี่ชายตุ้ยช่างภาพ ก็ขยันขันแข็งทำงานอย่างตั้งใจ อืมม พิถีพิถันให้ดีทีเดียว... พอใจไม่น้อย กับการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ พูดได้ไม่ติดขัดเท่าไหร่ สั้น กระชับ ได้ใจความ
 
ตอนนี้ ช่อง 11 มีช่วงเวลาสีขาวสำหรับเด็ก (ตามนโยบายที่ นายกฯ และสุรนันท์ว่าไว้แล้ว) เป็นคำสั่งลงมา ให้เวลา 10 นาที จันทร์-ศุกร์ 19.10 น. มีมือเก๋าจากไอทีวี (รุ่นกบฏ) มานั่งแท่นเป็น บก. แต่ทีมข่าวยังน้อย อะไรๆ ก็ยังไม่ครบ ก็เลยต้องบอกว่า ทนๆ เอาหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น ยังไงๆ ผู้ใหญ่ก็ต้องมองเห็นความสำคัญในไม่ช้ามาก (อย่างว่า ราชการ ต้องมีช้าบ้าง เป็นธรรมดา)
ตกเย็นได้ดูข่าว ก็อืม ... ก็ใช้ได้เลย ทำดี ประเด็นก็โอเค เปิดตัวเว็บ แล้วก็โยงมายังทีมงานเบื้องหลัง แล้วเลยไปแตะมูลนิธิกระจกเงา แล้วก็ขายเว็บต่อ เสียดายนิดเดียว... ที่พิธีกร พูดอังกฤษชัดมาก แต่พูดไทยไม่ชัด ฟังแล้วเสียความรู้สึกนิดหน่อย เมื่อคิดว่า ช่วงนี้จะเป็นพื้นที่สำหรับให้เด็กๆ ได้เสพกัน
 
โทรบอกที่บ้านให้รอดู พ่อบอกว่า โอเค พูดได้ชัดดี เข้าใจ ไม่งง แล้วก็เป็นธรรมชาติ
 
ส่วนมิตรสหายที่ได้ชม คอมเมนท์ว่า พอใช้ได้ พูดเคลียร์อยู่ ไม่เหมือนท่องจำ (ก็แน่สิ ไม่ต้องท่องหรอก ก็มันจำได้หมดแล้ว)
 
เลยรู้สึกดีๆ ว่า อืมม วันนี้ได้ทำงานดีเป็นชิ้นเป็นอัน จากนั้น ก็เคลียร์รายงานเรียบร้อย 1 เล่ม ส่งให้นิ่มจัดการต่อ
 
ถูกยกเลิกประชุมเย็น (แบบที่ (ฉัน) หาเหตุที่สมเหตุสมผลไม่ได้) เซ็งจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไรถูก เวลาของฉัน ไม่ได้มีไว้แจกจ่ายพร่ำเพรื่อนะคะ เฮ้อ... รับประชุมนี้ ก็ต้องเคลียร์คิวงานอื่นๆ (อยากระบายออกให้หมดความแน่นจากในอก)
 
 
ช่วงเย็น แวะไปธุระ โดยมีชายตือเพื่อนรักไปเป็นเพื่อน เพลินดี ไม่ได้เจอกันนาน เพราะกลางคืนมันทำงานหนักเกือบทุกวัน ได้คุยหลายเรื่อง ... อบอุ่นดี มีความสุข
 
 
 
 
กลับมาปาร์ตี้ดูข่าว (เรา) ผ่านเน็ต ที่ออฟฟิศ กับน้องๆ และเพื่อนๆ
 
 
 
ไปปาร์ตี้ ซึม เศร้า เหงา แฮงก์ ต่อ กับวรเชด
 
ก่อนขึ้นเวที พี่บี๋ คณาคำเข้ามาทักทาย บอกว่า ฉันหน้าตาผ่องใสขึ้น
พอๆ กับพี่เอแฟนน้าเขียว ที่ทักเช่นกันว่าฉันหน้าตาอิ่มเอิบ
อืมมม ฉันบอก ฉันอ้วนขึ้นต่างหาก แต่สองสาวก็บอกว่า ดีแล้ว กำลังดี
โอ้ววว ฉันกำลังทุกข์ซะขนาดนี้ ยังดูสดใสได้อีกหรือนี่ หรือว่าฉันเล่นละครเก่งมากเมื่อพบพวกเธอกันนะ (แต่สุดท้ายฉันก็ตกม้าตาย เพราะพวกท่านๆ ส่งบทเพลงมาพิฆาตฉัน จนน้ำตาริน)
 
แต่สุดท้ายได้ข้อสรุปกับเชดว่า .... ฉันพาตัวเองไปโดนฆ่าที่นั่นโดยแท้
สารพัดนักร้อง นักดนตรีฝีมือจัดจ้าน เต็มเวที
ทุกคนร่วมมือกันฆ่าฉันด้วยเสียงเพลง ตั้งแต่ พี่บี๋ น้าเขียว น้าทิวา พี่เท่ห์ และอีกสารพัดพี่ๆ น้าๆ ทั้งหลาย
 
ต่อมน้ำตาทำงานหนักแทบไม่มีจังหวะพักผ่อน
จบซึมเศร้า เหงา แฮงก์แล้วยังไม่พอ ท่านๆ ทั้งหลายยังเมามันส์กันไม่จบสิ้น พี่โอ้ และหนุ่มใหญ่อีกคน ยังร่วมมือกับแก๊งซึมเศร้า ขึ้นมาฆ่าฉันต่อด้วยเพลงร็อคอีกสามสี่เพลง จนฉันเกือบกระอักเลือดตายไปตรงหน้าวรเชด
 
โชคยังดีที่เพื่อนหนุ่มในปัจจุบันที่เป็นอดีตคนรักคนหนึ่งโทรมาพูดคุยเรื่องราวความรักอันสั่นไหวกับฉันก่อน จึงใช้เวลาปลอบโยน ให้กำลังใจอีกกว่าสองชั่วโมง ทำให้ฉันไม่มีเวลาซึมเศร้า ความรักมักเป็นเช่นนี้เอง สิ่งที่ทำให้เพื่อนก็คือ ให้กำลังใจ ไม่ชี้นำใดๆ ทั้งสิ้น แล้วทุกอย่างมันจะผ่านพ้นไปเองโดยธรรมชาติ เพียงแต่ ต้องรักษากฎข้อหนึ่งไว้ให้ดี คือ
 
คือ อย่าดูถูก และคิดว่าตัวเองไร้คุณค่าเป็นเด็ดขาด
 
แล้วเธอก็ถามว่าฉันรักผู้ชายคนนี้มากเลยเหรอ มากกว่าเธอหรือใครอื่นเลยใช่มั้ย
ฉันได้แต่บอกว่า ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่ารักมากเท่าไร เพียงแต่มันเป็นการแยกทางที่ทรมานที่สุดที่ผ่านพบมา เพราะมันยังเป็นการจากด้วยความรักที่ยังต่างมีให้กัน ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จึงยากเย็นเข็ญใจเอาการ
 
เธอขอถามถึงวันที่ฉันตัดสินใจจากเธอ ทำไมมันดูง่ายดาย
ฉันบอกว่า เพราะฉันรู้ว่าวันนั้น เธอไม่ได้รักฉันแล้วไง แต่เธอรักเขา เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ดันทุรังรักต่อไปอีกหรอก ฉันต้องรักตัวเองมากกว่ารักเธอ ฉันต้องเลือกจากเธอมาก่อนที่จะเจ็บปวดมากกว่าที่เป็นอยู่
เธอว่า ... วันนี้ รู้สึกว่าฉันเป็นคนเดียวที่รักเธอที่สุด
ใช่ ฉันรักเธอจริง วันนี้ฉันก็ยังรักเธออยู่ ... แต่มันไม่ใช่ความรักแบบเดิมอีกแล้ว มันพัฒนามาเป็นความรักแบบเพื่อนไปแล้ว ฉันเคยเขียนให้เธออ่านแล้วไง
 
   ฉันยังขอยืนยัน 
ไม่ได้มีเธอยามไหวหวั่นหรือเหว่ว้า
ตั้งแต่นาทีแรกจนวันนี้ที่จากลา
ที่ผ่านมา คือ ความรู้สึกจากใจ
  ขอให้รู้ว่าวันนี้    
ฉันยินดีให้เธอเดินจากไปได้
เพราะไม่ว่าเรื่องราวจบลงอย่างไร
เธอจะอยู่ตรงนี้ ที่หัวใจ อย่างงดงาม
 
ฉันเขียนกลอนบทนี้ ตั้งแต่ปี 44 จนถึงวันนี้ ฉันก็ยังสามารถใช้มันสื่อความรู้สึกที่มีถึงเธอได้อยู่ เพราะเธอยังคงเป็นเพื่อนที่ฉันรักเสมอ ... เราเป็นคู่รักกันไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้
 
ใจเย็นๆ และค่อยๆ คิด พิจารณา ไตร่ตรองช้าๆ เพื่อทบทวนความคิดและความรู้สึกของตัวเองเถอะ แล้วเธอจะพบคำตอบเอง... ว่าชีวิตมันจะดำเนินต่อไปอย่างไร
ถ้าคิดไม่ค่อยออก ไปเปิด "เรื่องราวของความรัก" ที่ฉันเขียนให้ดูสิ แล้วเธอจะพบว่าจริงๆ แล้ว ในสิ่งร้ายก็ยังมีสิ่งงามซ่อนอยู่เสมอ มันอยู่ที่เธอ ว่าเธอจะเลือกมองเห็นสิ่งใดมากกว่า
 
เป็นกำลังใจให้เธอเสมอ รักษาตัวและหัวใจของตัวเองให้เต็มที่นะ
 
 ............................................
เชดมาส่งที่บ้าน ทั้งๆ ที่ฉันยังคุยโทรศัพท์กับเพื่อนหนุ่ม เพราะยังไงๆ ก็คงดีกว่า ปล่อยให้เขาฟุ้งซ่านอยู่คนเดียว แล้วที่สำคัญ
มันทำให้ฉันไม่มีเวลาฟุ้งซ่านกับเรื่องตัวเองเหมือนกัน
 
 

 
เมื่อหัวใจยังทำงานโดยการคิดถึงคุณไม่เว้นวาย
 
 
เป็นการตัดที่ไม่ขาดจริงๆ เมื่อชีวิตยังวนว่ายอยู่ในเมืองใหญ่เช่นนี้ ผ่านไปทางไหนก็เจอแต่ร่องรอยของฉันกับคุณ
 
ไม่ควรรักกันอยู่เลย เพราะมันทำให้ ต้องมีเยื่อใยแห่งความห่วงหาอยู่
แม้มันจำเป็นต้องลดลงไปเยอะ ด้วยเงื่อนไขชีวิตต่างๆ ที่เปลี่ยนไปแล้ว
แต่มันยังคงมี มีจนบางครั้งไม่แน่ใจ ว่าฉันกับคุณจะผ่านพ้นมันไปได้หรือเปล่า
 ทำอย่างไรจะเกลียดกันลง
ฉันคิดว่าคงไม่เป็นไร ที่ติดต่อเรื่องภารกิจต่างๆ กับคุณเกือบทุกวัน เพราะต่างไม่มีเรื่องราวความหลังเจือปนอยู่ในบทสนทนาแม้แต่น้อย 
 
แต่วันหนึ่ง ... คืนนี้ เกิดขึ้นจนได้
ฉันส่งข้อความให้คุณว่า ฉันอยู่ในปาร์ตี้ซึมเศร้า ที่โอลล์เล้ง
พยายามถามตัวเองว่าจะบอกคุณทำไม แต่ไม่เจอคำตอบ เพราะมันไม่มีเหตุผล มันเป็นแค่เพียงพฤติกรรมคุ้นชิน ที่หลุดรอดจากการควบคุม
 
จากนั้นเมื่อจัดรายการเสร็จคุณโทรมา
ฉันจึงบอกเล่าว่า พบใคร คอนเสิร์ตเป็นอย่างไร แล้วก็จำรายละเอียดไม่ได้อีก เพราะท่าทาง แจ็ค เดเนียลจะเข้ามาบงการชีวิตฉันในนาทีนั้นเสียแล้ว
ที่สำคัญฉันรีบวางสาย เพราะกำลังเข้าถึงการปล่อยให้หัวใจถูกประหัตประหารด้วยบทเพลงอยู่
 
 
จากนั้นเมื่อคุยกับเพื่อนหนุ่ม มีสายเรียกซ้อนและข้อความจากคุณ แต่ฉันเลือกที่จะปล่อยมันไป วินาทีนั้น... ฉันเห็นเพื่อนสำคัญกว่าคุณแล้ว
 
 
ระหว่างการสนทนากับเพื่อนหนุ่ม มีสายเรียกซ้อนและข้อความเข้ามาเป็นระยะๆ ในเวลากว่าสองชั่วโมง
ข้อความภาษาอังกฤษ 4 ข้อความถูกส่งมาจากคุณ
คุณช่างใจร้าย รู้ทั้งรู้ ว่าฉันอ่อนภาษาอังกฤษ ยังส่งมา
กลัวจะแปลเข้าข้างตัวเองมากไป
แต่ก็ไม่ ... นะ คิดว่าไม่
 
คุณยังบอกฉันทำไมอีก ว่าฉันมีความหมายกับคุณเพียงใด อยากพบฉันมากมายแค่ไหน และเจ็บปวดกับการไม่มีฉันอีกแล้วมากเท่าไร
ฉันกับคุณกำลังจะก้าวผ่านมันไปนะ ต้องช่วยกันควบคุมความรู้สึกเอาไว้ให้แน่นหนา
อย่าให้มันเล็ดรอดออกมาขัดขวางการเดินสู่ชีวิตใหม่ของฉันกับคุณ
 
หากฉันเผลอไผล คุณต้องเข้มแข็ง
และถ้าคุณอ่อนแรง ฉันจะแกร่งกล้า
ไม่ให้สิ่งที่ฉันกับคุณตั้งใจทำ ต้องล้มเหลว
 
แต่ในที่สุดฉันก็เผลอไผล กดโทรศัพท์กลับไปหาคุณจนได
คุณว่า คุณรู้ การพบเจอผู้คนที่ล้วนเกี่ยวข้องกับฉันและคุณมันทำให้เจ็บปวด คุณเองก็เจ็บปวดกับมันไม่แพ้กัน ... ฉันว่า ไม่แล้ว ฉันไม่เจ็บปวดอีกแล้ว
 
แน่นอน... ฉันโกหก
ก็ฉันไม่อยากรักคุณอีกแล้ว ฉันจะไม่ยอมรับว่ามันเจ็บปวด
ในที่สุด ฉันกับคุณก็จบการพูดคุย
และฉันกับคุณ ไม่ได้พบกัน
ภารกิจของฉันกับคุณ ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ...
 
ต่อจากนี้ ฉันกับคุณ ต้องยิ่งเข้มงวดกับการคุมขังความรู้สึกที่มีในหัวใจ อย่าปล่อยให้มันมีอิสระ เที่ยวออกไปขัดขวางทางเดินใหม่ของฉันและคุณ
 
 
ฉันเชื่อว่า ฉันกับคุณ จะควบคุมมันได้
 
 
แม้ว่าการจากเป็น ช่างยากเย็น กว่าการจากตาย
แต่การจากเป็นแบบยังรัก มันช่างยากเย็นยิ่งกว่า การจากเป็นแบบหมดสิ้นความรักของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
 
 

คุณกับฉัน ต่างต้องเรียนรู้ความเจ็บปวด

แม้ว่ามันเหมือนจะขาดใจก็ตาม ต้องอดทน แล้วมันจะผ่านพ้นไปในไม่นาน

 
February 20

เมื่อเราเลิกรากันแล้ว...จะลืมกันได้หรือยัง

เมื่อเราเลิกรากันแล้ว...จะลืมกันได้หรือยัง
 
 
 
ตลกนิดหน่อยเมื่อแยกจากเลิกรากัน โดยตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อน เราจะทำกันได้มั้ย นี่เป็นคำถาม....?
 
ก่อนแยกจากกันในนาทีสุดท้าย (12 กุมภาพันธ์ 49) คุณตัดสินใจส่งสิ่งหนึ่งให้ คือสายรัดข้อมือ (สมเด็จพ่อผู้สร้าง)  ที่คุณได้มา แล้วบอกว่าฝากไปให้พ่อแม่ ครอบครัวของฉัน
 
ฉันรับมาอย่างงงๆ แต่ก็รับมันไว้
จนแยกจากกันแล้วฉันจะถึงบ้าน จึงโทรไปถามคุณว่า สายรัดข้อมือมีที่มาที่ไปอย่างไร จะ
ได้บอกพ่อและทุกคนถูก คุณบอกฉัน และคุณกับฉันเริ่มพูดคุยกันแบบแตกต่างจากที่เคยเป็น แล้วคำพูดของเราก็จบลง...
 
สามทุ่มกว่า ขณะที่อยู่กับครอบครัว ฉันเดินมาหยิบโทรศัพท์ เห็น miss call พบว่าเป็นเบอร์คุณ ... โทรกลับ เพราะคิดว่าน่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่เมื่อคุยกัน พบว่า คุณถามว่า ตกลงครอบครัวฉันอยากได้สายรัดข้อมือเพิ่มมั้ย ด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก หากฉันไม่เข้าข้างตัวเองมากไป คงบอกได้ชัดๆ ว่า คุณอยากโทรคุยกับฉัน โดยที่ไม่ได้มีเรื่องราวสำคัญยิ่งที่ต้องโทรหาจริงๆ เพราะคำถามของคุณมันไม่จำเป็นต้องได้คำตอบในวันนี้ ฉันกับคุณคุยกันราวกับไม่มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งมาก่อน เป็นดังคนเพิ่งเริ่มจีบ เป็นดังคนที่ไม่กล้าพูดคุยหรือละลาบละล้วงเรื่องใดๆ
 
ตลกนิดหน่อยแต่ก็ชวนให้อมยิ้ม
ตลกที่... เมื่อมีความสัมพันธ์ เรื่องราวแบบนี้กลับห่างหาย
แต่เมื่อความสัมพันธ์จบลง ... กลับเกิดเป็นเรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นมา
เรื่องราวของฉันและฉันกับคุณจบลง ...
 
คิดถึงคุณมั้ย ?
คิดถึง แต่ไม่มาก...
ฉันอยู่ไดั... ไม่ต้องมีคุณ
ได้คุยกับคุณ.. แต่ไม่มีอะไรผิดปกติ
 
 
วาเลนไทน์ ปี49 อยู่กับน้องตี๋ และนิ่ม ที่ร้านสุดรัก โอลล์เล้ง  คุณโทรมาในยามดึก เกือบเที่ยงคืน แปลกใจมากที่โทรมาหา (ก่อนเที่ยงคืน)
คืนนี้... คุณจัดเพลงไทย
แต่ฉันไม่ได้ฟัง แม้ว่าจะพยายามอยากฟัง แต่ก็ยอมรับเมื่อไม่ได้ฟัง ไม่ซีเรียสมาก ตัดสินใจ
ไม่ฟังได้
แต่คุณก็โทรมา ... ก่อนจบเวลาจัดเพลง (เที่ยงคืน)
คุณว่า ขี้เกียจ ไม่อยากจัดต่อ
ฉันว่า ไม่ได้ฟัง เพราะไม่อยากเสียน้ำตามากเกิน (เพราะคุณว่าจะเปิดเพลงให้น้ำตาท่วม
เมื่อวันก่อนที่คุณจัดเพลงฝรั่ง)
สุดท้าย... ฉันไม่ได้ฟัง
คุณโทรมาบอกว่า อยากบอกว่าคิดถึงยิ่งนัก เมื่ออยู่ในวาเลนไทน์ ด้วยน้ำเสียงที่เรียบ เรียบ
และ เรียบจนไม่รู้ว่าคุณคิดอะไร
ฉันบอกว่า ขอบคุณ และฉันก็คิดถึงคุณเช่นกัน ด้วยน้ำเสียงที่เรียบ เรียบ และ เรียบจนไม่รู้
เช่นกันว่าฉันคิดอะไร
 
แล้วอีกวัน (พุธ) คุณก็โทรมาด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นกับโน๊ตบุ๊ค
ฉันยังยินดีช่วยคุณ เท่าที่ช่วยได้
จบ....
 
วันศุกร์ มีคอนเสิร์ตดีๆ ยูราฮิป คุณถามว่าฉันทำอะไรในคืนนั้น....?
ฉันตอบว่ามีนัดกับเพื่อนๆ
วันเสาร์ มีคอนเสิร์ตร็อคดีๆ ที่อิมแพค คุณถามว่าฉันมีโปรแกรมอะไรมั้ย...?
ฉันตอบว่า ยังไม่แน่ อาจจะไปดูหนัง
แล้วคุณก็หายไป  ....
คุณคงจะค่อยๆ หายไป
หายไป แล้วก็หายไป ฯลฯ
ไปเถอะนะ หายไปเถอะ
 
ดึกดื่นกว่าๆ ของคืนวันศุกร์ มีชายหนุ่ม(คนน่ารักคนนั้นที่บังเอิญเดินเข้ามาเมื่อฉันกำลังจะจากคุณไป)คนหนึ่งโทรมาหา ไม่รับสาย ไม่โทรกลับ ฉันขอชมตัวเองหน่อยนะ ว่า เก่งนะ ที่ไม่รับ ฉันยังไม่อยากรับโทรชายหนุ่มใดๆ (ที่ไม่ใช่เรื่องงานและสำคัญ) ในยามค่ำคืน อืมม เก่งนะสุพรรณ !
วันอาทิตย์
คุณน้องมาช่วยรื้อห้อง เราจัดหนังสือออกไปขายทิ้ง กว่าพันเล่ม มันโคตรมัน
เยอะๆๆๆๆ มาก  ฉันจะจัดห้องใหม่
เสียดาย...นะ ไม่ใช่ไม่เสียดาย แต่ก็ต้องยอมรับว่า ที่พักฉันไม่สามารถรองรับหนังสือมากมายขนาดนี้ได้อีกแล้ว
ต้องปล่อยมันไป (แล้วก็รู้ทีหลังว่า ได้ปล่อยหนังสือที่ฉันเขียนหลุดไปขายหลายเล่มทีเดียว
เสียดายจริงๆ แต่ไม่เป็นไร ก็ต้องปล่อยมันไป ฉันจะเก็บมันไว้เฉยๆ ตรงนี้ ที่หัวใจ)
 
เคลียร์เอกสารที่ต้องใช้ในงานปัจจุบัน  โอ้วววว พระเจ้า มันเยอะ
มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เลยค่ะ งงมาก แต่ก็จัดมันที่บ้าน
จนโอเค
 
แล้วเพื่อนสาวคนหนึ่ง เดินทางมาหาที่พักพิงหัวใจ และร่ำน้ำตา ฉันเปิดรับเต็มที่ ให้เธอได้
เดินมาที่นี่เถอถะ ... ฉันจะรับมันเอง
และแล้ว เธอก็สุข เศร้า  เหงา และยังรัก
ฉันจึงได้แต่บอกให้เธอสุข เศร้า  เหงา และยังรัก ต่อไป จนกว่าหัวใจจะบอกเองว่าจะ
ต้องทำอะไรต่อไป แต่ฉันยังคงอยู่ตรงนี้ ที่เดิมของเธอ
นั่งอยู่กับเพื่อนนานไม่น้อย
จนเธอโอเค ... ขอให้ โอเค
 
 
 
นัดกับคุณน้องไว้....
จะไปสักกัน ฉันมีลายแล้ว ... แต่อาจจะเพิ่มเติม เมื่อมีลายที่น่าสนใจ
สักที่ไหน ยังไม่รู้ เดี๋ยวเราก็รู้เอง ...
อยากสักซ้ำรอบเก่า เพราะมันจากหายไปมากๆ  
 
 
"รักแต่เจ็บปวด จะรวดร้าวไปทำไม
หรือยอมร่ำไห้ จะเจ็บไซร้ ยังยังยินดี
เมื่อรักมายมาย  แต่ไม่ยอม ไร้ศักดิ์ศรี
จะเจ็บนี้ ยังยินดี ให้เจียนตาย"
หมายเหตุ
รักเพื่อน และยังรักคุณ
สำคัญ ครอบครัวยังเป็นที่รักยิ่ง
ขอให้คุณทำได้เช่นกัน.... !
ฉันเชื่อว่าฉันกับคุณโคตรเก่ง ... และฉันกับคุณจะทำได้
 
 
ไม่อยากเจอเพื่อนของคุณและฉันเลย...
มันคงเจ็บปวดสิ้นดี เมื่อพวกเขาถามถึงความเป็นเรา...
หรือแม้กระทั่งถามถึงคุณ ก็ตาม คงเจ็บปวดสิ้นดี
ที่จะต้องบอกว่า ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ท่าทางเขาน่าจะยุ่งอยู่ช่วงนี้ งานคงเยอะ ไม่ทราบเหมือนกัน ไม่ค่อยได้เจอกันค่ะ
 
 
ฉันไม่ทราบ ไม่ทราบจริงๆ
ฉันไม่ทราบอีกแล้ว....................................................................
 
 
ทราบแต่ว่า...
ฉันน้ำตาริน ทั้งๆ ที่ไม่อยากยินดีให้มันไหลหลั่งออกมา...
 

 
February 16

จบลงแล้ว ตรงนี้...ที่จากลา

จบลงแล้ว ตรงนี้...ที่จากลา
 
ได้พบคุณแล้ว....ในวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549
วันที่ฉันคิดว่าตัวเองแข็งแรงเพียงพอแล้วที่จะบอกลาอย่างเป็นทางการ
 
19.00 น. แต่งตัว ฉันเลือกใส่เสื้อกล้ามลีวายส์ตัวเก๋ ที่คุณโปรดปรานและสรรหามาฝากไว้บนร่างบางๆ  แต่งหน้าเบาๆ ให้ดูดี ยิ้มกับกระจก มองตัวเองแล้วรู้สึกว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งกับภารกิจในวันนี้ ไม่โศกเศร้าอีกแล้ว รู้สึกมีความสุขที่กำลังจะไปบอกลาคุณ ไม่รู้สึกกังวลใดๆ แม้แต่น้อย
 
20.00 น. รอคุณที่เก่า... มุมหนึ่งที่ร้านน้าเขียว
ตั้งใจว่าจะไม่รินน้ำตาอีก จะไม่อ่อนแอให้คุณเห็น
เมื่อคุณมาถึง ... ฉันปฏิบัติดังเดิม เอาใจใส่ ปล่อยให้คุณทานข้าวอย่างอย่างรื่นรมย์  ท่าทางคุณจะหิวมาก คุณกินข้าวเหนียวหมดไปถึง 2 กระติ๊บ ฉันยังไม่เริ่มเจรจาภารกิจเลิกรา เพราะอย่างน้อยคุณควรได้กินข้าวมื้ออร่อยๆ เช่นนี้เสียก่อน (เพราะนี่เป็นเรื่องที่ฉันเคี่ยวเข็ญคุณมานาน อยากให้คุณกินๆๆๆ แล้วก็กินข้าวให้พอเพียงในแต่ละวันบ้าง แม้จะไม่ถูกปากก็ตาม สุขภาพจะได้ไม่ทรุดลง)
 
ระหว่างคุณทานข้าว เพื่อนหนุ่มโทรมาหาฉัน หลังจากอ่าน space ด้วยความห่วงใย ฉันบอกว่าสบายดีมากๆ ฉันแข็งแรงพอแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันแค่กำลังจะจัดการให้มันชัดเจน ว่าฉัน...ไม่พร้อมจะยืนอยู่เคียงคู่คุณอีกแล้ว
คุณทานข้าวเสร็จ ฉันเกริ่นนำ ... แล้วบอกลา
ว่าฉันไม่สามารถอยู่เคียงคู่กับคุณได้อีกแล้วในนาทีนี้ ฉันพร้อมแล้วที่จะจาก

ฉันพูด พูด พูด แล้วก็พูด ทุกเรื่องราวปัญหาที่คับแน่นอยู่ในอก
ฉันจงใจก้าวร้าวคุณแบบเยียบเย็น ฉันจงใจดูถูกคุณแบบนิ่มนวล แต่เสียดแทงหัวใจ

ว่าจะไม่รินน้ำตา แต่มันมาคลอที่เบ้าตา (แค่คลอเท่านั้น) สองช่วงจนได้ ที่พูดถึงพ่อกับแม่ และที่พูดถึงความเชื่อมั่นและศรัทธา ที่มีต่อคุณ (แย่จริง ในที่สุดก็มีน้ำตา)

คุณเป็นเหมือนเดิม เป็นผู้ฟังที่ดี ฟังเก่ง
แล้วก็ยอมรับมันได้อย่างสงบนิ่ง ... นิ่งจนฉันแทบเดาไม่ถูก ว่าคุณคิดอะไรอยู่
เห็นด้วยที่ฉันพูด หรือไม่สนใจสิ่งที่ฉันพูด

คุณสงบนิ่งเหลือเกิน นี่เป็นครั้งแรกที่คุณสงบนิ่งเช่นนี้ เมื่อฉันพูดถึงปัญหาของเรา คุณไม่อธิบาย ไม่แก้ตัว ไม่มีถ้อยคำใดๆ ออกมา

คุณไม่สบตาฉัน
และฉันก็ไม่สบตาคุณ
เราไม่สบตากัน

วินาทีหนึ่ง คุณพูดออกมาได้แล้ว คุณเข้าใจ และยอมรับในเส้นทางที่ฉันเลือก และสิ่งที่ฉันพร่ำบ่นถึงความเหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวดที่แขวนรับอยู่ทุกห้วงเวลา
ฉันยิ้มรับ และทำเป็นแข็งแรงดี ปลอบโยนคุณ ทั้งที่หัวใจเบาโหวง ในที่สุด..ก็ถึงเวลาแล้วสินะ
ฉันขอตัวไปห้องน้ำ ไม่ต้องเดา คงรู้ ฉันแอบไปเอาน้ำตาออก โดยไม่ให้คุณเห็น
ออกมาเจอคู่รักน้าเขียว แวะทักทายกัน เชิญชวนกันมาทักทายคุณ ...
จากนั้น ฉันกับคุณ เล่นละครบทใหญ่ ด้วยมารยาทและหน้าตาที่แขวนอยู่ เราหัวเราะเริงร่า กระเซ้าเย้าแหย่กัน ประหนึ่ง เมื่อสักครู่ไม่มีเรื่องราวอะไรที่หนักหนาสาหัสมากล้ำกรายเราแม้แต่น้อย เหมือนดังไม่อยากให้เขารู้ ว่าเราจะไม่มีกันและกันอีกแล้ว
คิดว่าฉันกับคุณอาจได้เข้าชิงรางวัล หากเราเป็นนักแสดง
สุดท้าย... เราตกลงกันได้ที่ คำว่า "จากลา"
แล้วจะไม่มีคำว่าเราอีกต่อไปเมื่อจากกันครั้งนี้ จะมีแค่ ฉัน กับ คุณ
 
แต่แล้วเรายังไม่ได้จากลากันในค่ำคืนนั้น
เรายังอยู่ด้วยกันต่ออีกหนึ่งค่ำคืนโดยมีช่องว่างที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นทุกนาที
เราไม่พูดถึงการต้องเดินจากกันไปในช่วงนาทีใดๆ ที่หายใจอยู่ขณะนั้น
เราปล่อยให้ตัวเองอยู่ต่อไปตามที่มันจะเป็น
โดยไม่มีคำพูดใดๆ เกี่ยวกับเรื่องของเรา
ฉันเอง ก็ไม่คิดจะพูดเรื่องเหล่านั้นอีก เมื่อได้พูดมันไปหมดแล้ว
คุณเอง ก็ไม่พูดเรื่องเหล่านั้นอีก ระหว่างที่อยู่ด้วยกัน
ตลกดีเหมือนกัน... เราพูดกันเรื่องข่าว เรื่องงาน ประหนึ่งว่าเราอยากคุยเรื่องสังคมกันเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ในใจเรามีคำพูดอีกนับร้อยพันเกี่ยวกับเราที่อยากพร่ำบ่นออกมา
กว่า 30 ชั่วโมงผ่านไปหลังจากฉันบอกลา เราต่างพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราทำเหมือนมันเป็นวันปกติ เหมือนเรายังอยู่ ไม่มีใครพูดถึงการจากลา ไม่มีใครพูดถึงปัญหาที่เราต่างยังแก้มันไม่ได้ เราเป็นปกติ
 
ห้วงเวลาหนึ่ง ฉันรู้แต่ว่า ฉันดึงพลังทั้งหมดที่มี กลั่นออกมาเป็นความเกลียดชัง โกรธแค้น เพื่อให้ตัวเองเข้มแข็ง และให้เราจากกัน จากกันเสียที
ฉันปลดปล่อยความเกลียดชังลงในตัวหนังสือมากมาย
แต่สุดท้ายฉันก็รู้ว่า มันไม่ใช่ของจริง ฉันแสร้งเขียนมันขึ้นมาต่างหาก
คุณไม่มีอิทธิพลทำให้ฉันเกลียดคุณได้แม้แต่น้อย
ฉันยังรักในสิ่งที่คุณเป็นมากมายเหลือเกิน
แต่ฉันจำเป็นต้องเกลียดคุณ เพราะฉันอยากไปจากคุณแล้ว ช่วยทำอะไรให้ฉันเกลียดคุณขึ้นมาสักนิดได้มั้ย ฉันอยากไป อยากไปจากคุณ
นาทีสุดท้าย ที่คุณต้องเดินออกไปจากชีวิตจริงๆ
ฉันตัดสินใจไม่ส่ง และเลือกหันหลังให้คุณ เพราะน้ำตาฉันมันรินไหลออกมาเสียแล้ว ฉันไม่อยากเห็นใครที่รักเดินหายไปจากชีวิต ฉันไม่ส่งคุณนะ...คนรัก
แต่แล้วนาทีนั้น...
คุณไม่ไป คุณผวามาสวมกอดฉันไว้จากด้านหลัง อย่างหนักแน่น ทว่าอ่อนโยนยิ่งนัก
ฉันพยายามเก็บกดก้อนสะอื้นไว้ในอก แต่มันก็แอบโผล่ให้ได้สัมผัสเป็นจังหวะสั้นๆ
คุณไม่มีคำพูดใดๆ
ฉันไม่มีคำพูดใดๆ
ทำให้เราต่างไม่ได้ยินเสียงใดๆ
นอกจากเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจของฉันและคุณ
 
เป็นอ้อมกอดที่แสนเนิ่นนาน งดงาม หวาน แต่ เศร้าเหลือเกิน
 
แล้วทุกอย่างที่คุณคิดก็พรั่งพรูออกมา หลังจากกว่า 30 ชั่วโมง ที่กดเก็บมันไว้ข้างใน ทุกถ้อยคำของคุณช่างบาดหัวใจ
ส่วนหนึ่งของสมองอยากบอกว่าอย่ารักฉันขนาดนี้ได้มั้ย แต่หัวใจมันทำงานไม่สัมพันธ์กับสมอง ฉันจึงได้แต่นิ่งและเงียบ
สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงฉันคนเดียวที่เจ็บปวด แต่คุณเองก็รวดร้าวไม่น้อย ลึกๆ แล้วฉันเข้าใจมันดี ทุกสิ่งทุกอย่างฉันเข้าใจ และมองเห็นมัน แต่เมื่อคนอื่นๆ ที่เราจำเป็นต้องอยู่ร่วมไม่เข้าใจ เราต่างไม่มีมีวิถีทางใดอีกแล้ว นอกจากการแยกจากกัน 
 
เจ็บปวดมากเหลือเกิน... เมื่อสหายของเรา ต่างพร่ำพูดประโยคแสนดีเหล่านี้ให้ทั้งคุณและฉันฟัง ที่ว่า อยากบอกให้เราเข้าใจว่า ฉันรักคุณมาก และคุณรักฉันมาก อะไรกันหนอที่ทำให้พวกเขาได้มองเห็น นามธรรม ที่มันเรียกว่าความรักของเรา
 
วันนี้ กลับเป็นฉันที่นิ่งเงียบ
และกลับเป็นคุณที่พูดพร่ำ
ฉันแอบเห็นร่องรอยของน้ำในรอยตาของคุณ
คนที่ต้องเข้มแข็งอย่างคุณต้องรินน้ำตากับเรื่องราวของเราด้วยหรือ
 
เป็นอ้อมกอดที่อบอุ่นและไม่อยากจากลา
คุณบอกว่า ดีแล้วที่ฉันตัดสินใจเช่นนี้
แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันอาจจะดีขึ้นในไม่ช้า
เมื่อวันหนึ่ง เราอาจรู้ว่า เราไม่สามารถขาดลาจากกันได้อีก
อุปสรรคใดๆ มันอาจจะหลอมละลายลงไปได้ในเร็ววันเสียที
แล้วเราจะกลับมาเป็นเราอีกครั้ง ด้วยความรักที่เรามี
ทุกอย่างเป็นคำว่า "อาจ"
ซึ่งไม่รู้ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร  เมื่อไร ?
 
คุณว่า คุณจะกลับมา หลังจากอุปสรรคที่มีมันสิ้นสูญ
ฉันยอมรับว่า ไม่แน่ใจหรอกนะว่าจะยืนรออยูตรงนี้ได้อีกนานเพียงไหน
แต่ก็จะยืนรอตราบวันที่รักต่อคุณหายสิ้นไปจากหัวใจ เพราะนาทีนี้ฉันยังคงรับรู้และสัมผัสได้เต็มเปี่ยมถึงความรักที่คุณยังคงมี มีกับฉัน
เป็นการจากที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต
เพราะมันเป็นการจากด้วยความรักของเรา
หากจากกันด้วยความเกลียดชังมันคงไม่ยากถึงเพียงนี้ ....
ทรมานสิ้นดี ที่ต้องจาก ทั้งๆ เรายังรักกัน
เป็นคำถามเดิมๆ
"เมื่อเรารักกันเพียงนี้
ทำไมเรายังไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคนานาไปได้เสียที"
 
รักแต่ต้องจาก....
ไม่เป็นไร เพราะอย่างไรวันนี้
มันก็จบลงแล้วตรงนี้ ที่จากลา
 
บทละครชีวิตรักเราจบลงแล้ว
บทละครชีวิตใหม่กำลังเริ่มต้น
ฉันเชื่อว่า ฉันกับคุณ จะเข้มเข็งกันพอ ...ที่จะ ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้
 
 
February 08

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นรัก...แท้จริงเป็นไฟ

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นรัก...แท้จริงเป็นไฟ

บันทึกเรื่องราวถึงคุณ 
 
นอกจาก 2 ครั้งที่คุณไปดูคอนเสิร์ตร็อคที่เยอรมัน และเยือนยอดเขาจุงเฟราว์ที่สวิส
นี่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ที่เราไม่ได้พูดคุยกันเกิน 3 วัน
นี่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ที่เราไม่ได้พบกันเกิน 7 วัน
 

วันนี้ 8 กุมภาพันธ์ 2549 เราไม่ได้พูดคุยกันแล้ว 16 วัน
วันนี้ 8 กุมภาพันธ์ 2549 เราไม่ได้พบกันแล้ว 20 วัน 

 

เบื่อตัวเองที่ทำอะไรก็คิดถึงคุณ

อ่านหนังสือก็คิดถึง เขียนหนังสือก็คิดถึง ฟังเพลงก็คิดถึง ดูทีวีก็ยังคิดถึง ทำงานก็ดันคิดถึงคุณอีก...

 

ได้ฟังเพลงน้าแอ๊ด-ปาน คิดถึงคุณอีกเหลือเกิน ชอบเพลงนี้จัง "สุมไฟรัก" น้าต้องเคยเจอเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนแน่ๆ 

 "รักก็คือรัก ฝันก็คือฝัน สองสิ่งอาจจะสำคัญ แต่ก็เพียงแค่ฝันไป

 ยามที่ลืมตาตื่น ความจริงจึงประจักษ์  

 สิ่งที่เราคิดว่าเป็นรัก แท้จริงเป็นไฟ"

แล้วก็คิดถึง ซึม เศร้า เหงา แฮงก์ คิดถึงวันมีคอนเสิร์ต เมื่อได้คิดถึงน้าแอ๊ด แล้วก็คิดถึงคุณ คิดถึงที่คุณปกป้องน้าแอ๊ดกับฉัน แบบแอบรักษาหน้าที่ ขำๆ ดี

ชอบนะ...ชอบเรื่องที่พวกคุณคุยกัน ต่อไปนี้ฉันคงไม่มีโอกาสอยู่ร่วมในวงสนทนาอีกต่อไป แต่ก็เป็นเกียรติเกินพอแล้ว ที่หนึ่งชีวิตได้สัมผัสกันในแง่มุมดีๆ

คุณพาฉันเข้าไปผูกกับเรื่องราวในชีวิตคุณมากเกินพอแล้ว

ฉันควรจะหยุดเสียที ... ไม่มีใครหยุดมันลงได้จริงๆ นอกจากฉันเอง

พยายามบอกตัวเอง ฉันจะหยุด พอแล้ว .... เพียงพอแล้ว

 เมื่อคืนผ่าน Rock Pub กลิ่นอายความหลังก็ผุดขึ้นในความทรงจำอย่างชัดเจน

การเดินเข้ามาผูกพัน เพื่อจากกันไป มันช่างเป็นสิ่งโหดร้ายของโลกใบนี้เหลือเกิน

 เมื่อเช้ามีคนจากเชียงใหม่โทรหาฉัน บัดซบจริงๆ ระหว่างที่เขาพูดถึงความหนาวเย็นของเชียงใหม่ หัวใจฉันกลับดันทุรังเหน็บหนาวเพราะข้างหลังภาพความทรงจำที่นั่นกับคุณ คิดถึงโป่งแยง ค่ำคืนเยียบเย็นกายแต่อบอุ่นหัวใจ เบื้องหน้าพญาอินทรีแห่งตัวอักษร ผู้เอื้ออารี

...เหมือนภาพฝัน แต่ไม่ใช่ฝัน ฉันต้องยอมรับมันให้ว่าเป็นภาพจริง

แต่มันผ่านไปแล้ว

...จะพยายามจัดวางมันไว้ให้อยู่ซอกมุมหนึ่งของหัวใจ ให้งดงาม

 ผ่านมาหลายวัน แม้มีโอกาสมากมายที่จะได้ยินเสียงคุณ

แต่ฉันไม่ดูรายการของคุณ ฉันไม่ฟังรายการของคุณ

ฉันจงใจ หลีกเลี่ยงมัน ... ฉันพยายามไม่อยู่คนเดียว ฉันกลัวต่อต้านการเรียกร้องของหัวใจตัวเองไม่ได้

เพราะฉันยังอยู่ในฝันร้าย ที่ไม่อาจทนทานได้ยินเสียงคุณได้ หากหัวใจมันยังไม่แข็งแรงเสียที

หากฉันได้ฟังเพลงที่คุณเปิดอีก ฉันจะคิดว่าคุณเลือกเพลงเหล่านั้นมาเพื่อสื่อสารกับฉัน สัปดาห์แรกหลังเราจากกัน ฉันฟังเพลงจากการเลือกสรรของคุณ และทุกถ้อยคำของคุณ มันทำเอาฉันหลับตาไม่ลง ...

 ฉันสงสัยเหลือเกิน เมื่อเรารักกันเพียงนี้ ทำไม ทำไมเราไม่ผ่านพ้นอุปสรรคนานาไปได้เสียที ???

 

แต่ขอสารภาพ ว่าฉันยังแอบติดตามตัวหนังสือของคุณ ก็ฉันยังอยากรู้ว่า คุณยังอยู่ในโลกใบนี้เหมือนกับฉันหรือเปล่า ?

คุณยังอยู่ใช่มั้ย แล้วคุณอยู่ยังไง คุณเหนื่อยบ้างมั้ย ?

ที่สำคัญ คุณคิดถึงฉัน เหมือนที่ฉันคิดถึงคุณอยู่บ้างมั้ย ? 

 

หัวใจยังไม่ยอมเขียนเรื่องราวความสัมพันธ์บทต่อไปจากค่ำคืนนั้น

หัวใจทำงานหนักเกินไป เมื่อคิดถึงมัน

 

อดีตคนรักโทรข้ามขอบฟ้า มาหาฉัน เมื่อรู้ความเศร้าโศกจากรักครั้งนี้ของฉัน เขาทวงถามอีกครั้ง "ทำไมฉันไม่ให้อภัยเขาเสียที เขาไม่เคยหมดรักในตัวฉัน และไม่เคยมีใครอีก ฉันยังเป็นดวงใจของเขาเสมอมา ทั้งที่สิ่งที่เขาทำเป็นเพียงเศษเสี้ยวความโหดร้ายที่คุณทำกับฉัน"

แต่อดีต มันก็เป็นอดีต มันย้อนกลับมาไม่ได้อีกแล้ว แม้ว่าเขาทำร้ายฉันด้วยความรักโดยไม่อาจตั้งใจ แต่เมื่อพ้นผ่านมาได้ ฉันอภัยให้เขาแล้ว แต่หัวใจฉันไม่ได้อยู่ด้วยความรักของเขาแล้ว โลกมักเป็นเช่นนี้เสมอ

คนเรามักทำร้ายกันด้วยความรัก

ความรักที่มากมายเกินไป ไม่มีจุดสิ้นสุด ไม่มีจุดยืน

แล้วเราก็ต่าง กลับมาร่ำร้องเสียใจกับความรักที่มีซึ่งย้อนกลับเราทำร้ายกันและกัน

 

 

เมื่อแรกเริ่มต้นความสัมพันธ์ ฉันเดินทางคนเดียวไปยังต่างถิ่น ฉันฮัมเพลงนี้ขึ้นมาบนรถโดยสาร โดยหัวใจเต็มไปด้วยความสงสัย และหวาดผวา  ... วันนี้ฉันมีคำตอบแล้วว่า มันจบลงตรงที่ความเจ็บปวดของเรา  ได้แต่วาดหวังว่า ความเจ็บปวดจะจางหายไปในเร็ววัน

 


ใจเอย
มาช่า วัฒนพานิช 

  แอบก็บเอาไว้ บอกใครไม่ได้ทั้งนั้น
ทั้งๆที่ฉัน รักเธอรักเธอกว่าใคร
ใจเอย ยิ่งห้ามเท่าไหร่
ยิ่งฝันไปไกล ไม่ยอมเชื่อฟังซักที

  เธอมีเจ้าของ ก็มองเห็นอยู่เสมอ
แล้วใยยังเผลอ คิดถึงเธอมากอย่างนี้
ซ้ำไหม หัวใจตัวดี กอดหมอนทุกที
มีเพียงน้ำตาปลอบใจ

  หวาดผวา เอื้อมคว้าเพียงเงา
เธอรู้หรือเปล่า ว่าฉันรักเธอแค่ไหน
ปลายทาง ตอนจบของหัวใจ
จะเป็นอย่างไร เจ็บแค่ไหน ไม่รู้เลย

  จะเจ็บอย่างไร เจ็บแค่ไหน ก็ยังรักเธอ

 

 


February 05

เป็นเกียรติเกินพอ

เป็นเกียรติเกินพอ

 

บันทึกเรื่องราวถึงคุณ 
 
นอกจาก 2 ครั้งที่คุณไปดูคอนเสิร์ตร็อคที่เยอรมัน และเยือนยอดเขาจุงเฟราว์ที่สวิส
นี่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ที่เราไม่ได้พูดคุยกันเกิน 3 วัน
นี่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ที่เราไม่ได้พบกันเกิน 7 วัน
 

วันนี้ 6 กุมภาพันธ์ 2549 เราไม่ได้พูดคุยกันแล้ว 14 วัน
วันนี้ 6 กุมภาพันธ์ 2549 เราไม่ได้พบกันแล้ว 19 วัน 



   ลมหายใจยังรวยริน
แม้กลิ่นรักจักจางหาย
ความว้าวุ่นมาเวียนว่าย
แต่หัวใจยังกล้าแกร่ง
   เพื่อนสนิทมิตรสหาย
เสริมกำลังใจให้เข้มแข็ง
ล้าอย่างไรไม่หมดแรง
จะสู้แสงแห่งตะวันอย่างมั่นใจ

 

มีความสุขกับเพื่อนๆ ร่วมทีม Media 4 D  ที่ไม่เคยหมดแรง และสู้กันสุดฤทธิ์ตลอดระยะเวลาทำงานที่เหน็ดเหนื่อยและวุ่นวาย สุขมากมายจนบรรยายไม่ถูกว่า สุขเพียงไหน ที่มีมิ่งมิตรร่วมการร่วมงาน
ชีวิตจะเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องใด แต่หันมามองคนใกล้ที่ร่วมงานกัน มันช่างเสริมสร้างกำลังใจได้ชัดเจนยิ่ง

แม้ว่า...มีบางเรื่องบางราวที่แทรกแซงความสัมพันธ์ของมิ่งมิตร แต่เชื่อว่าทุกคนจะผ่านมันไปได้ด้วยดี บนพื้นฐานแห่งความรักและความเข้าใจ ส่งกำลังใจในการมีชีวิตให้ทุกคนมองเห็นในสิ่งที่เป็นไป อย่างเข้าใจมัน....

 

คนทุกคนมาจากพื้นฐานที่แตกต่าง จะอยู่ร่วมได้ ต้องเข้าใจและเรียนรู้กัน บางสิ่งบางอย่างที่ใกล้ตัว มักจะถูกละเลยไม่เห็นคุณค่าในความสัมพันธ์ คนเรามักจะชอบความสวยหรู ดูดี และงดงามเสมอ

หากมองลงไปให้ลึก บางครั้งเราอาจได้เรียนรู้ว่า ยาพิษมักถูกเคลือบด้วยน้ำตาลเสมอ หากเราลิ้มลองเพียงชั่วครู่ แล้วถอยมาดูอยู่ห่างๆ พิษมันอาจยังไม่ทันถึงหัวใจ แต่หากเรามัวแต่หลงระเริงกับความฉ่ำหวานของน้ำตาล เราจะไม่ทันได้มีโอกาสรู้เลยว่า พิษมันค่อยๆ ลุกลามและเคลื่อนไปยังจุดสำคัญของร่างกาย
สติ... และหัวใจ ต้องอยู่คู่กัน จึงจะผ่านพ้นวิกฤตแห่งยาพิษเคลือบน้ำตานี้ไปได้
ทุกคนทำได้ อยู่ที่ว่า เราจะมีสติ...เพื่อตัวเราได้มากมายเพียงไหน

 

วันก่อนอยู่กับมิ่งมิตรคนหนึ่ง แล้วเราได้พบว่าเขาเองก็มีมิ่งมิตรที่ดีไม่แพ้กัน กับสิ่งที่เขาได้ให้กับใคร
ความห่วงใยเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีลักษณะเป็นเช่นไร อ่อนโยน กระด้าง หวั่นไหว หรืออะไรก็ตาม ทุกคนมีสิทธ์มีมิตรห่วงใยเสมอ และทุกคนมีสิทธิ์ห่วงใยมิตรเสมอ

สิ่งที่เรียนรู้
ความห่วงใย สัมผัสไม่ได้ด้วยคำพูด
แต่ความห่วงใย สัมผัสได้ ด้วยหัวใจ

 

ทบทวน ถึงความสัมพันธ์ที่เห็นและเป็นไป
ขอยืมคำคุณมาใช้ (สัมพันธ์ที่เห็นและเป็นไป)

หยดน้ำตารินทุกวัน ด้วยระลึกถึงความสัมพันธ์ที่เคยมีมา
ฟังเพลงแล้วเจอเพลงหนึ่งที่เนื้อหามันตรงใจตอนนี้อย่างจัง คือ เป็นเกียรติเกินพอ ของมาช่า

รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เป็นเกียรติเกินพอ...

 

 

เป็นเกียรติเกินพอ
อัลบั้ม: อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ กุมภาพันธ์

คงเป็นที่ฟ้าเบื้องบน
เป็นคนขีดโชคชะตา
สั่งฉันและเธอให้มา
ให้ได้พบเจอกัน
ให้ฉันได้มีโอกาศ
ลิ้มรสในความชื่นบาน
ให้เรามีกัน มีวันเวลาที่ดี
และเป็นที่ฟ้าเบื้องบน
เป็นคนพรากเราเช่นกัน
ให้เวลาเพียงเเค่นั้น
กลับต้องเสียเธอไป
ฉันรู้ว่าไม่มีหวังจะเหนียวและรั้งเธอไว้ข้างกาย
แต่รุ้ใช่ไหมว่าฉันไม่เคยเสียใจ

แค่เธอรักฉันที่ผ่านมาก็เป็นเกียรติเกินพอ
ไม่ขออะไรมากมายแค่ได้รักเธอ
แค่มีเวลาช่วงหนึ่งที่สมบูรณ์ที่มีเธอ
ชีวิตของฉันก็คุ้มกว่าคนมากมาย

แค่เพียงได้พบได้เจอเธอ นั้นก็ดีเกินพอ
จากนี้ฉันจะไม่ร้อง จะไม่ขออะไร
ถึงเราจะต้องจากกัน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด
แต่รู้ใช่ไหมว่าฉันไม่เคยเสียใจ..ที่ได้รักเธอ...

 

February 01

บ่วงรักที่ผูกใจเราโดยไม่ทันตั้งตัว

วันนี้ทำงานตามที่ตั้งใจไม่ได้อีกแล้ว คิดไม่ออก เขียนไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ทำไมโลกช่างโหดร้ายกับฉันจริงๆ
แต่ยังประคับประคองงานผ่านไปได้ด้วยดีอยู่ ท่ามกลางความแข็งขันของน้องๆ ผ่านไปได้ ผ่านไปดี โชคดี ที่มีกัลยาณมิตรอยู่เคียงข้าง
ขอบคุณจริงๆ
พรุ่งนี้จะกลับไปเริ่มต้นทำงาน กับภารกิจการประชุมอันหนักหนา...ยังไงก็จะสู้นะ จะสู้อยู่ต่อไป

 


บันทึกเรื่องราวถึงคุณ 
 
นอกจาก 2 ครั้งที่คุณไปดูคอนเสิร์ตร็อคที่เยอรมัน และเยือนยอดเขาจุงเฟราว์ที่สวิส
นี่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ที่เราไม่ได้พูดคุยกันเกิน 3 วัน
นี่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ที่เราไม่ได้พบกันเกิน 7 วัน
 

วันนี้ 1 กุมภาพันธ์ 2549 เราไม่ได้พูดคุยกันแล้ว 9 วัน
วันนี้ 1 กุมภาพันธ์ 2549 เราไม่ได้พบกันแล้ว 14 วัน 

ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้
ฉันยังคงอยู่ได้ โดยมีลมหายใจรวยริน ทั้งที่ไม่ได้พูดคุยหรือพบคุณ

ขอบคุณความเป็นเพื่อน ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ทุกลมหายใจจนฉันมีแรงหายใจ

 

วันนี้...ฉันพบ เฮลิโคเนีย พันธ์เดียวกับที่คุณหอบมาให้ฉัน

พันธ์ไม้ที่คุณหลงรักมันสุดหัวใจ

หยดน้ำตาไหลริน... เพราะความสวยสดงดงามที่อยู่ตรงหน้า

กับความหลังอันอ่อนหวานและรื่นรมย์

คุณหอบ เฮลิโคเนีย ช่อใหญ่ มาเป็นตัวแทนความห่วงใยให้ฉันในคืนหนึ่ง

คืนนั้น...คืนที่ฉันไปไหนไม่รอดอีกแล้ว

ฉันแทบจะล้มลงนอนกอดดอกไม้หอบใหญ่อยู่เคียงข้างบึงสัมมากร

แต่วันนี้...

ฉันได้แต่มอง มอง แล้วก็มอง แค่นั้นว่ามันงดงามเพียงใด

 

คุณเดินเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเสมอ เมื่อไหร่ฉันจะพูดเรื่องเธอได้เต็มปากโดยไม่ต้องคำนึงถึงเธอสียที

ที่ผ่านมา...ฉันเอาชีวิตไปผูกพันกับคุณมากเหลือเกิน

จนทุกสิ่งที่อยู่รอบกาย มันมากความหมายเกี่ยวกับตัวคุณไปหมด

 

วันนี้ ฉันไม่ได้ฟังคุณเปิดเพลง

ไม่แน่ใจว่า โชคดีหรือโชคร้าย

แต่รู้ว่า...นี่ถูกต้องแล้ว ชีวิตมันจะเป็นไปอย่างที่ต้องเป็น

 

ฉันกำลังพยายามทำความเข้าใจ และพยายามแข็งแรงขึ้นเร็วๆ เพื่อจะได้พบคุณเสียที แล้วครั้งนี้ ฉันจะเข้มแข็งกว่าที่เคยเป็น

 

 ศักดิ์ศรีไม่จำเป็นต้องถูกกดทับด้วยความรักเนิ่นนานเกินไป

 

คุณมีศักดิ์ศรีมั้ย ?

ถ้าคุณมี

ฉันก็มีเหมือนกัน !

 

 

 ฉันจะคิดถึงคุณ โดยไม่จำเป็นต้องมีคุณอีกต่อไป

 

ก่อนเข้าถึงดินเนอร์ที่ฉันรับนัดคุณ

เรายังมีโอกาสได้คุยโทรศัพท์กัน อะไรกันหนอ ที่ทำให้เราคุยกันรู้เรื่อง ประหลาดใจจริง

ความเศร้าฉันหายไปไหน เป็นเพราะคุณหรือเปล่า ที่เติมคุณค่าในชีวิตของฉันให้กลับคืนมา

ที่นี่ มุมหนึ่งของ ร้านน้าเขียว ....

ฉันถูกปฏิบัติราวกับเป็นเจ้าหญิงของคุณ

บทสนทนาสุดวิเศษ ท่ามกลางบรรยากาศรื่นรมย์ ผสมกับความอุ่นหวานจากเหล้าแสนดี ฉันลืมไปหมดสิ้นสำหรับความกังวล

 

ฉันกังวลไปหมด ว่าคุณกำลังคิดอะไร

จะมานัดฉันดินเนอร์ทำไม

เด็กกะโปโลคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไร

ไม่มีอะไรที่จะเป็นคู่นัดคุณได้ในค่ำคืนนี้

หรือว่า คุณคิดมิดีมิร้าย เป็นพวกอันตรายหรือเปล่า

ฉันยังแทบไม่รู้จักตัวตนของคุณ แล้วฉันจะไปดินเนอร์กับคุณได้อย่างไร

 

กลัว...กังวล...สับสน

แต่ในที่สุด ฉันก็มานั่งอยู่ตรงนี้ เคียงข้างกับคุณจนได้

น่าแปลกยิ่งนัก ทำไมทุกเรื่องราวที่เราเล่าสู่กันฟัง มันไม่มีแม้แต่ความขัดเขิน หรือไม่เข้าใจ

ทำไมฉันต้องเข้าใจคุณเพียงนี้

และทำไมคุณต้องเข้าใจฉันเพียงนี้

เรื่องราวที่เห็นและเป็นไป ฉัน คุณ หรือ ใครกันแน่ ที่กำหนดมันขึ้นมา

 

คุณคิดอะไรอยู่ ทั้งที่คุณแสนจะวุ่นวายกับการงาน และหน้าที่อันรัดตัว คุณกลับเลือกมานั่งเจรจากับผู้หญิงหนึ่งคนที่ไม่รู้ว่า จะพูดคุยกันรู้เรื่องได้อย่างไร ทางใด

ผู้หญิงคนที่จะยังพูดอะไรไม่ได้ นอกจากเรื่องราวเศร้าโศกของตัวเอง

หรือคุณชอบฟัง...

เสียดายนะ ที่วันนี้คุณไม่ได้มีโอกาสรับฟังมันเสียแล้ว คนดี คนดีที่คอยเอื้ออารีฉันเหลือเกินในโมงยามที่ทุกข์ทน ขมขื่นใจ

แต่นาทีนี้ มันช่างขมขื่นทุกข์ทนยิ่งกว่าครั้งใดในชีวิตที่จะรับรู้ได้ คุณไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว ไม่มี... อย่าเสียดายเลยนะ เพราะโอกาสนี้ มันไม่ใช่ของคุณอีกแล้ว

 

คืนนั้น...คำพูดและแววตาของคุณ ช่างทำให้ฉันอบอุ่นหัวใจ มีแรง มีพลัง เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

 

 สรุปว่า...ค่ำคืนนั้น ฉันมึนเหล้า และเมาความอ่อนโยนของคุณ

ใครจะรู้บ้างนะ ว่าคุณอ่อนโยนได้มายมายเพียงนี้

 

 

หลังจากค่ำคืนนั้น ฉันรู้เพียงว่า

เรายังมีเรื่องต้องพูดคุยกันอีกมายมายเหลือเกิน

ฉันเข้าใจคุณ

คุณเข้าใจฉัน

เราเข้าใจกันถึงเพียงนี้

แล้วอะไรอีกล่ะ ...ในโลกนี้... ที่มันจะทำให้เราไม่เข้าใจกัน

 

วันนั้นต่างไม่มีใครให้คำตอบได้ เพราะความเข้าใจกันและกันในนาทีนั้น มันได้กลบกลืนทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายเราไปสิ้นเสียแล้ว

 

คุณมาส่ง... แล้วเราก็คุยโทรศัพท์กันจนฟ้าสางเหมือนเคย

 

เช้านั้น ฉันหลับฝันดี

ไม่รู้คุณเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า ?

 

 เราไม่รู้เลยว่า ... ทุกคำพูดของเราในค่ำคืนนั้น มันได้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์หนึ่งบท ที่ยากจะเป็นไป

 เราไม่รู้เลยว่า ... หลังจากค่ำคืนนั้น เราจะมีความสุข บนความทุกข์อีกมากมายเพียงไหน

 เราไม่รู้เลยว่า ... ความสุขในค่ำคืนนั้น มันกลบเกลื่อนความทุกข์ทน ที่เตรียมก้าวเท้าเข้ามาเยือนเราทั้งคู่เสียหมดสิ้น 

 เราไม่รู้เลยว่า ... มัจจุราชแห่งความรักได้รอดักเราอยู่ข้างหน้า เมื่อกามเทพกำลังจะได้ทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์ 

  ที่สำคัญเราไม่รู้เลยว่า ... หลังจากค่ำคืนนั้น เราต่างตกบ่วงรักของกันและกัน จนยากยิ่งที่จะถอนตัวและหัวใจเสียแล้ว 


 

kanjanaree rukissara

Occupation
Location
ผู้หญิงทำงาน ทำงาน ทำงาน ทำงาน แล้วก็ทำงาน จนไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะมีอะไรที่ทำได้ดีบ้างอีกมั้ย นอกจากทำงาน
There are no music lists on this space.
No list items have been added yet.